วันพุธที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2556

วิธีทำให้ผิวขาว 27 วิธี... บอกลาผิวหม่นหมองจ๋า


               



     ในหมู่คนรักสวยรักงาม เป็นที่ทราบกันแบบอวดอ้างกล่าวขานต่อๆ กันมาว่า "กลูต้าไธโอน" เป็นสารที่ทำให้ผิวขาวผ่องและเป็นที่นิยมกันมาก แม้สมาคมแพทย์ผิวหนังแห่งประเทศไทยจะออกมาเตือนผู้บริโภค ว่าไม่ควรหลงเชื่อโฆษณาที่อ้างว่าสามารถช่วยให้ผิวขาวขึ้น เพราะไม่มีผลิตภัณฑ์ใดที่จะทำให้ผิวขาวขึ้นได้อย่างถาวร ผลิตภัณฑ์หรือยาอาจช่วยให้ผิวขาวได้ชั่วคราว แต่เมื่อหมดฤทธิ์ร่างกายก็ผลิตเม็ดสีตามปกติ

      อืม... แต่จะทำอย่างไรได้ล่ะคะ สาวๆ ก็ต้องมาคู่กับความสวยความงาม วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับวิธีทำให้ผิวขาว บอกลาผิวหม่นหมองด้วยวิธีธรรมชาติๆ มาฝากเพื่อนๆ กันด้วย ว่าแล้วไปดู 27 วิธี บอกลาผิวหม่นหมองกันเลย...

    1. การขัดผิว (Exfoliating) หมายถึง การขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปจากผิวหน้า รากศัพท์ของมันมาจากคำว่า "foliage" ซึ่งแปลว่าใบพืช เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า อิพิเดอร์มิส (Epidermis) หรือผิวชั้นนอกเกิดขึ้นมาโดยผ่านกระบวนการสร้างจนมาเติบโตเต็มที่อยู่ชั้นบนสุดของผิวหนัง โดยเซลล์ที่ อยู่ล่างสุดของชั้นนี้ที่เรียกว่า เซลล์แรกเริ่ม (Basal Cells) จะสร้างเซลล์ลูกซึ่งจะเคลื่อนตัวขึ้นไปจนกลายเป็นผิวชั้นนอก เซลล์เหล่านี้มีหน้าที่เป็นตัวกั้นระหว่างร่างกายเรากับสิ่งแวดล้อมภายนอก ทั้งยังช่วยเก็บรักษาความชุ่มชื้นภายในและป้องกันสิ่งแปลกปลอมที่จะเข้าสู่ผิว หลังจากเซลล์ใหม่ที่แข็งแรงกว่า อยู่ประจำที่บนชั้นผิวหนังแล้ว เซลล์ผิวเก่าก็จะหลุดลอกออกโดยธรรมชาติ หากยังตกค้างอยู่บนผิวก็จะทำให้ผิวดูไม่มีชีวิตชีวา และดูเป็นสะเก็ด การขัดหน้าจึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการกำจัดเซลล์เก่าที่บดบังความสดใสนั่นเอง

    2. ผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับการขัดผิว ก็ได้แก่ ฟองน้ำขัดรูปแบบต่างๆ เช่น ใยบวบ หรือครีม เช่น เอเอชเอ แม้กระทั่งผ้าเช็ดตัวก็สามารถใช้ขัดผิวได้ การขัดผิวอย่างนุ่มนวลจะช่วยให้ผิวของคุณดูชุ่มชื่นและใสกระจ่าง

    3. ควรหลีกเลี่ยงการขัดผิวด้วยวิธีรุนแรง และหากขัดมากเกินไป ก็อาจรบกวนหน้าที่ในการสกัดกั้นสิ่งแปลกปลอมของผิว รวมถึงทำให้ผิวอ่อนไหวมากขึ้นจนเกิดความแห้งกร้าน ไหม้แดด หรือปัญหาอื่นๆ ได้ง่าย

    4. ถ้าไม่กำจัดออกไป ผิวจะเกิดการอุดตันและหายใจไม่ได้ ผลก็คือ ผิวจะหม่นหมอง ดูแล้วมีความมัน หรือบางทีอาจทำให้เกิดสิวอุดตัน รวมทั้งทำให้กระบวนการไหลเวียนของโลหิตใต้ผิวไม่ดี ทำให้ของเสียเกิดการสะสมตัว

    5. ถ้าต้องการขัดผิวหน้า ก็ควรทำอาทิตย์ละ 1-2 ครั้ง และขัดผิวกายเดือนละ 1-2 ครั้ง แต่ถ้าใครมีเซลลูไลท์ แนะนำให้ขัดผิวบริเวณส่วนนั้นทุกวัน โดยใช้ถุงมือผ้าที่ใช้สำหรับอาบน้ำนวดขัด เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และกำจัดของเสียออกทางระบบน้ำเหลือง

   6. วิธีการขัดผิวที่ถูกต้อง สิ่งที่ต้องมีคือ ฟองน้ำสำหรับขัดผิวกาย ถุงมือผ้า อาบน้ำหรือใยบวบ และผลิตภัณฑ์ขัดผิว เลือกให้เหมาะกับสภาพผิว ถ้าไม่แน่ใจลองปรึกษาคนขาย

    7. เริ่มต้นที่ทำผิวเปียก นำผลิตภัณฑ์ขัดผิวเทใส่ใยบวบ ฟองน้ำ หรือถุงมือ แล้วทาลงบนผิวเบาๆ นวดผลิตภัณฑ์บนผิวด้วยการวนมือเป็นลักษณะวงกลมเบาๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นระบบไหลเวียน ใช้น้ำล้างออกให้สะอาด ซับให้แห้ง แล้วทาครีมบำรุงผิวที่ให้ความชุ่มชื้นในขณะที่ผิวยังชื้น

    8. ผลิตภัณฑ์สำหรับขัดผิวควรเลือกที่เป็นครีมหรือเจล เนื้อครีมควรมีลักษณะเป็น เม็ดกลม เพื่อปกป้องผิวจากการระคายเคือง หรือเป็นแผลถลอก ขณะที่ขัดนวดผิวบริเวณนั้นควรมีความชื้นพอหมาด แล้วล้างออกด้วยน้ำมากๆ

    9. ใยบวบ หรือใยขัดธรรมชาติ เป็นอุปกรณ์ขัดผิวที่มีประสิทธิภาพมาก แต่ถ้าออกแรงขัดมากเกินไป อาจทำให้แสบผิวได้ เพราะใยเหล่านี้มีลักษณะสาก และหยาบ เวลาขัด จึงควรขัดเบาๆ ไปทั่วร่างกายขณะอาบน้ำ และเมื่อใช้เสร็จแล้วควรล้างทำความสะอาดและผึ่งให้แห้ง

    10. การใช้ผ้าสำหรับถูตัว หรือฟองน้ำถูตัวเวลาอาบน้ำ ก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งของการขัดผิว โดยใช้ร่วมกับสบู่ หรือเจลอาบน้ำก็ได้

    11. เลียนแบบจากสปาชั้นนำ โดยการใส่น้ำให้เต็มอ่าง เติมเกลือเม็ดลงไป และเวลาที่ลงไปแช่ตัวอยู่ในอ่างให้ใช้เกลือ 1 กำมือ ขัดไปมาเบาๆ ให้ทั่วตัว และล้างตัวด้วยน้ำสะอาด

    12. แปรงแปรงผิวสามารถใช้ได้ดี โดยขัดเบาๆ บนผิวที่แห้งก่อนอาบน้ำ เพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วให้หลุดไป หรือจะใช้ในขณะอาบน้ำร่วมกับสบู่ หรือเจลอาบน้ำก็ได้

    13. การปรนนิบัติผิวให้นุ่มนวลขึ้นภายในระยะเวลาอันสั้น ควรเริ่มด้วยการใช้น้ำมันนวดผิวก่อนอาบน้ำ จากนั้นจึงเข้าสู่ขั้นตอนของการขัดผิว เพื่อช่วยปรนนิบัติ ผิวสะอาดหมดจด สวยเนียนสดใสไปอีกนานๆ

    14. เราสามารถทำครีมขัดผิวใช้เอง โดยการใช้เกลือเม็ดเล็กๆ ผสมกับน้ำมันทาผิว (Baby Oil) หรือน้ำมันมะกอกทาทั่วตัวทิ้งไว้ประมาณ 1 นาที นวดให้ทั่ว แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด

    15. สครับสำเร็จรูปมักมีลักษณะคล้ายๆ กัน คือมีบีด (bead) ซึ่งอาจทำจากเกลือน้ำตาลอัลมอนด์ ฯลฯ ช่วยในการขัดผิว มีน้ำมันช่วยหล่อลื่นมีกลิ่นหอม อีกทั้งมีส่วนประกอบในการบำรุงผิวอีกหลายชนิด

    16. เราสามารถทำสครับใช้เองง่ายๆ ด้วยการใช้ผักผลไม้ชนิดที่มีคุณสมบัติครบถ้วน ในตัวเดียว คือมีผิวสัมผัสที่ให้ความหยาบเล็กน้อย แต่ต้องไม่ถึงกับให้ผิวระคายเคือง มีน้ำช่วยหล่อลื่นและมีวิตามินตรงกับความต้องการ

    17. มะขามเปียก, สับปะรดมีเส้นใยช่วยขจัดขี้ไคล มีความเป็นกรด ช่วยทำความสะอาดผิว ทำให้ผิวขาวใส มีวิตามินซึ่งเป็นแอนติออกซิแดนท์สูง มะละกอมีเอนไซม์อ่อนๆ ช่วยขจัดเซลล์ที่ตายแล้ว วิตามินสูง แต่เนื้อมีความละเอียดมาก มะนาวเป็นกรด เหมาะใช้กับผิวส่วนที่หยาบกร้าน เช่น ข้อศอกส้นเท้านุ่มขึ้น แตงกวาช่วยให้ผิวสดชื่น มะพร้าวขูดมีน้ำมันช่วยบำรุงผิว แต่ถ้าคุณเป็นคนผิวแห้งมากต้องระวัง ลองใช้ส้มเช้งมีคุณสมบัติ คล้ายสองชนิดแรก แต่ไม่เป็นกรดมาก

    18. ถ้าคุณเลือกส่วนผสมหลักที่มีความพร้อมในตัวเดียว เช่น มะขามเปียกก็สามารถ นำมาสครับได้เลย แต่ถ้าเลือกมะละกอก็ควรหาสิ่งที่เป็นบีดเพิ่มเข้าไปด้วย เพราะบีดช่วยเพิ่มความสากในสครับ ทำให้สามารถขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วได้ง่ายขึ้น

    19. เพื่อความปลอดภัยควรเลือกสิ่งที่อยู่ในครัวเรือนและมีโอกาสแพ้น้อยที่สุดเช่นเกลือมีฤทธิ์ช่วยสมานผิวข้าวสารบดละเอียดช่วยให้ผิวขาวน้ำตาลทรายมีทั้งความสากและความหนืดอยู่ในตัวเองงาเนื้อไม่หยาบเกินไป มีน้ำมันอยู่ในตัวช่วยลดความระคายเคือง และกาแฟกระตุ้นให้ร่างกายขับสารพิษ สิ่งที่ควรระวังคือบีดบางชนิดมีเหลี่ยมคม จึงต้องนำมาบดให้ละเอียดก่อนนอกจากนั้นอาจเพิ่มน้ำมันลงไปเพื่อช่วยลดการเสียดสี

    20. ถ้าคุณมีผิวมัน ใช้มะขามเปียกหรือสับปะรดซึ่งมีความเป็นกรดช่วยขจัดความมันผสมกับเกลือ มีฤทธิ์ช่วยสมานผิว เติมโยเกิร์ตช่วยบำรุงผิวก็ได้

    21. ถ้าคุณมีผิวแห้งใช้ส้มเช้งเป็นส่วนผสมหลัก...ปอกเปลือกแล้วหั่นเป็นแว่นพอจับถนัดมือ ใส่งาขาวเป็นตัวช่วยขัด เพิ่มน้ำมันมะกอกเล็กน้อยลดความระคายเคือง

    22. ถ้าคุณมีผิวแพ้ง่าย ใช้แค่งาขาวงาดำผสมน้ำผึ้งหรือโยเกิร์ตก็พอ

    23. การใช้น้ำมัน จุดประสงค์สำคัญคือช่วยหล่อลื่น และเป็นตัวช่วยลดความเข้มข้นของกรดสำหรับคนผิวแห้งเช่น ถ้าคุณต้องการใช้สับปะรดขัดผิว แต่เกรงว่าผิวจะแห้ง เกินไป การเพิ่มส่วนผสมน้ำมันก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะนอกจากช่วยให้ลื่นแล้ว น้ำมันยังช่วยเคลือบผิวไม่ให้มีการสูญเสียน้ำมากเกินไป

    24. การเพิ่มนม, โยเกิร์ตน้ำผึ้ง หรืออื่นๆ ที่ช่วยบำรุงผิว สามารถทำได้ แต่ต้องดูไม่ให้สครับข้นหรือเหลวเกินไป ลักษณะของสครับที่ดีควรมีความหนืดเล็กน้อย จับตัว อยู่บนผิวได้ และสะดวกแก่การขัด

    25. ใครที่ชอบความหอมรื่นรมย์ สามารถเสริมกลิ่นด้วยการหยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นที่ชอบลงไป 2-3 หยด ซึ่งต้องเป็นน้ำมันหอมระเหยสำหรับนวดตัว ซึ่งมักผสมที่ความเข้มข้นประมาณ 2เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่สำหรับใส่เตาเผาน้ำมันเพราะน้ำมันหอมระเหย เข้มข้นจะทำให้ผิวไหม้

    26. คนที่มีโรคเกี่ยวกับต่อมน้ำเหลือง เช่น ต่อมน้ำเหลืองอักเสบรุนแรงต่อมน้ำเหลือง-โตมีแผลเป็นหนอง หรือแม้แต่เป็นสิวอักเสบ ควรงดการสครับชั่วคราวจนกว่าจะหายเพราะการขัดเป็นการกระตุ้นให้อักเสบมากขึ้น

    27. ถ้าจะสครับหน้าต้องใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ่อนที่สุด ขัดอย่างเบามือเพื่อกระตุ้นน้อยๆ เน้นไปที่ร่องจมูก เลี่ยงจุดที่บอบบางมากๆ เช่น รอบดวงตา


ดูข้อมูลที่ http://pannfityoung.blogspot.com/

สั่งซื้อและเป็นตัวแทนจำหน่าย ที่

คุณ วราพร แคล้วศึก

เบอร์โทร 0859083178

อีเมล์pannfit@gmail.com

วันอาทิตย์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2556

การชะลอความแก่ความแก่ไม่ใช่สิ่งธรรมชาติ






จากบทความที่แล้วทำให้เรารู้แล้วว่าความแก่ที่เกิดจากปัจจัยภายในคืออะไร  ต่อ
ไปเราจะมาดูปัจจัยภายนอกกันบ้าง

ปัจจัยที่สำคัญในการทำให้คนเราแก่ก็คือ อนุมูลอิสระ ซึ่งที่กล่าวมาแล้วคืออนุมูลอิสระที่มีอยู่ภายในร่างกาย ที่ร่างกายเราสร้างขึ้นมา
ส่วนอนุมูลอิสระที่อยู่ภายนอกร่างกาย จะมาจากสิ่งแวดล้อมต่างๆและอาหารการกิน รวมถึงการพฤติกรรมจากการใช้ชีวิตประจำวันต่างๆ

1.จากสิ่งแวดล้อมต่างๆก็เช่น

จากมลพิษทางอากาศ แน่นอนเราทุกคนต้องหายใจ และสภาพอากาศที่เราอยู่ในเมืองเดี๋ยวนี้ก็เต็มไปด้วยมลพิษจากโรงงาน รวมไปถึงจากยานพาหนะต่างๆ ควันจากท่อไอเสีย ซึ่งสารไฮโดรคาร์บอนเหล่านี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะกลายเป็นอนุมูลอิสระ ทำให้เซลล์ร่างกายเสื่อมสภาพและยังเป็นตัวก่อให้เกิดมะเร็งอีกด้วย
แสงอาทิตย์ที่แรงจัดในตอนกลางวัน ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่เร่งให้เกิดอนุมูลอิสระในร่างกาย ดังนั้นเราควรหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดในช่วงที่แสงแดดแรงจัด
นอกจากนี้ยังมีสารตกค้างจากในน้ำ และในดิน ซึ่งส่งผลกระทบเมื่อเราอุปโภคบริโภคอีกต้วย

2.จากอาหารการกิน

ปัจจุบันนี้ ไม่ว่าเราจะกินอะไรล้วนแต่อันตรายทั้งสิ้น กินเนื้อสัตว์ก็อาจจะมีสารเร่ง
เนื้อแดง กินผักก็มีการตกค้างของยาฆ่าแมลง

นอกจากนี้ยังมีอาการบางชนิดที่มีความเสี่ยงสูงเช่น อาหารปิ้งย่าง (หมูกระทะนี่ตัวดีเลย) อาหารทอดที่ใช้น้ำมันทอดซ้ำๆ (ถ้าไม่ทอดเองก็ซวยไปไม่รู้เค้าใช้น้ำมันเก่ารึเปล่า)

3.พฤติกรรมที่ก่อความเสี่ยง

อย่างเช่น การสูบบุหรี่ ซึ่งเป็นศูนย์รวมของอนุมูลอิสระเลยทีเดียว การดื่มสุรา ก็เช่นเดียวกัน หากไม่เมาขับรถชนตายไปซะก่อนก็จะมีการสะสมทำให้เกิดอันตราย
ได้เช่นกันนอกจากนี้ยังมีอื่นๆอีกมากมาย

การลดความเสี่ยงในทุกเรื่องที่กล่าวมานั้น จะมีส่วนช่วยในการชะลอการแก่ ไม่มากก็น้อยทีเดียว


ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องทำด้วยตัวเอง เพราะไม่มีใครสามารถจะมาบังคับเราให้ทำหรือไม่ทำได้


ติดต่อ 085-9083178 วราพร

ดูข้อมูล  http://pannfityoung.blogspot.com/


วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ทำไมดื่มน้ำมากๆจึงทำให้ผิวสวย




ผิวหนังของคนเราชั้นบนสุดคือผิวหนังที่ตายแล้ว (ที่คุณถูออกมาเป็นขี้ไคลนั่นไง) ชั้นล่างลงไปคือเซลล์ผิวหนัง ปกติมีลักษณะยาวรีคล้ายใบไม้เรียงต่อกันเป็นตาข่าย แต่ละเซลล์จะมีน้ำไปหล่อเลี้ยง ซึ่งถ้าได้รับน้ำเพียงพอตัวเขาจะกลม ๆ ป่อง ๆ เมื่อแสงตกกระทบจะดูมีน้ำมีนวล แต่ถ้าขาดน้ำเซลล์จะเล็กฟีบ ดูเหี่ยวแห้ง ไม่มีชีวิตชีวา รอบ ๆ เซลล์ก็ต้องมีน้ำหล่อลื่น ในชั้นคอลลาเจนก็ต้องการน้ำเพื่อความตึงตัวเช่นกัน น้ำจึงเป็นโครงสร้างสำคัญภายใต้ชั้นผิวหนังของเรา


เซลล์ผิวหนัง

บ้านเราอากาศร้อน ร่างกายสูญเสียน้ำได้ง่าย ฉะนั้นใครต้องการมีผิวพรรณเปล่งปลั่งจึงควรดื่มน้ำให้เพียงพอ ธรรมชาติกำหนดให้มีชั้นไขมันเคลือบผิวหนังของเราไว้ เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำ ยิ่งคุณดื่มน้ำน้อยก็ยิ่งต้องรักษาสภาพของชั้นไขมันนี้ไว้ คนผิวมันจึงโชคดีกว่าในเรื่องนิ้ มีชั้นไขมันป้องกันการสูญเสียน้ำของผิวหนังไว้มากกว่าคนผิวแห้งจึงเห็นว่าคนมีผิวมันมีริ้วรอยน้อยกว่าคนผิวแห้ง
ส่วนคนผิวแห้ง คือ คนที่ร่างกายสร้างชั้นไขมันไม่พอ จึงควรใช้น้ำมันจากภายนอกทาปกป้องไว้เสมอ ไม่เช่นนั้นร่างกายจะฟ้องโดยเริ่มจากปากแห้ง ผิวแห้ง โดยเฉพาะตามแขน ขา หน้าแข้งซึ่งมีไขมันใต้ผิวหนังหล่อเลี้ยงน้อย คนที่ไม่ชอบดื่มน้ำจึงดูไม่สดใส สำหรับครีมบำรุงผิวก็มีเป้าหมายมาเพื่อการนี้เลยค่ะช่วยป้องกันการสูญเสียน้ำของผิว

เห็นแล้วนะคะว่าน้ำมีความสำคัญขนาดไหน น้ำคือตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวสวยเลยค่ะ คนที่ผิวแพ้ง่าย ระคายเคือง เดี๋ยวคันเดี๋ยวแดง หมายถึงผิวสูญเสียน้ำเยอะ เป็นสัญญาณให้ต้องรีบฟื้นฟูแล้วค่ะ

**อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับสารน้ำในบทความ Hyaluronic Acid..สารน้ำ..ผู้ค้ำจุนตัวจริงของผิวสวย


วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2556

แต่งตาให้โตสวยโดนใจ คุณทำได้ง่าย ๆ แค่ใน 7 สเต็ป




          จะแต่งหน้าให้เด้ง ให้เจิด ให้เกิด มีส่วนประกอบของใบหน้าที่ต้องให้ความสำคัญจริง ๆ อยู่แค่ไม่กี่จุด และหนึ่งจุดในนั้นก็คือดวงตาค่ะ ดวงตาที่ดูกลมโตและสดใสจะทำให้คุณดูสวยสะดุดตาขึ้นมาได้ทันที แต่ถ้าใครยังไม่รู้ว่าจะแต่งตาให้ดูโตได้อย่างไร มาฝึกแต่งตาให้โตสวยโดนใจตั้งแต่สเต็ปแรกถึงสเต็ปสุดท้ายไปพร้อม ๆ กับเราเลยค่า

         สเต็ปที่ 1

          เริ่มจากการจัดทรงคิ้วให้ได้รูป โดยใช้แหนบถอนขนคิ้วที่ขึ้นรก ๆ อยู่ใต้แนวคิ้วออกไป แค่กำจัดขนคิ้วตรงนี้ออกไปไม่กี่เส้น ก็จะทำให้ดวงตาของคุณดูคลีน และดูเด่นขึ้นกว่าเก่าได้แล้วล่ะ

        
 สเต็ปที่ 2

          จัดการกับทรงคิ้วเรียบร้อยแล้ว ก็ให้เขียนคิ้วด้วยดินสอเขียนคิ้วหรือที่เขียนคิ้วแบบฝุ่น ตรงไหนแหว่งตรงไหนจางก็เติมลงไปให้เต็มเลยจ้า ก็จะได้คิ้วเข้มเป็นทรงสวยชัดเจนกว่าเดิมแล้ว

         สเต็ปที่ 3


          กลบความคล้ำด้วยคอนซีลเลอร์โทนสีพีช ที่จะช่วยกลบหมองคล้ำ และรอยเส้นเลือดที่มองเห็นเป็นสีม่วง ๆ น้ำเงิน ๆ ได้ดี

 
        สเต็ปที่ 4

          ทาเปลือกตาด้วยอายไพร์มเมอร์ จะช่วยปรับทั้งสีผิวและพื้นผิวของเปลือกตาให้สม่ำเสมอ ทำให้อายแชโดว์ติดทนนานขึ้นด้วยนะ

         สเต็ปที่ 5


          ลองแต่งลุคซอฟต์สโมกกี้อาย โดยใช้โทนสีสดสวยของอัญมณี อย่างสีทอง ม่วง น้ำเงิน หรือเขียว เน้นแต่งให้เข้มตรงส่วนของตรงกลางเปลือกตาและแนวขนตา โดยใช้อายแชโดวเฉดที่เข้มที่สุดแต้มตรงกลางเปลือกตา แล้วค่อย ๆ เบลนด์ให้สีเฟดออกไปข้าง ๆ จะทำให้ตาทั้งดูโตและยาวขึ้นด้วยค่ะ

         สเต็ปที่ 6

          กรีดอายไลน์เนอร์สีดำหรือน้ำตาลเข้มที่แนวขอบตาบน รวมทั้งขอบตาล่างก็ให้ใช้อายไลน์เนอร์แบบดินสอสีขาว สีเนื้อ หรือสีมุกวาดที่ขอบตาล่างด้านใน ส่วนหัวตาแต้มด้วยไฮไลท์เตอร์เบา ๆ

         สเต็ปที่ 7

          ดัดขนตาให้งอนเด้ง จะเลือกแค่ปัดมาสคาร่าหรือจะติดขนตาปลอมก็ได้นะจ๊ะ ถ้าเป็นการปัดมาสคาร่าก็เลือกสูตรที่เพิ่มทั้งความหนาและความยาว ปัดรอบแรกให้ทำมือยึกยักไปด้วย จะช่วยให้มาสคาร่าเกาะขนตาได้ดีขึ้น เมื่อรอบแรกแห้งสนิทดีแล้ว ให้ปัดรอบสองทับอีกทีค่ะ


          ถ้าทำตามมาครบทุกขั้นตอนแล้วลองไปส่องกระจกดูใหม่อีกที รับรองคราวนี้ดวงตาของคุณจะกลมโตคมสวยปิ๊ง ๆ เลยล่ะค่า 



ติดต่อ 085-9083178 วราพร

ดูข้อมูล  http://pannfityoung.blogspot.com/

วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เทคนิคการดูแล ผิวสำหรับสีผิวที่แตกต่าง




ผิวของแต่ละคน แน่นอนว่าย่อมมีสีผิวที่แตกต่างกันตามแต่ยีนที่ได้รับมาจากสายเลือด หรือผิวของบางคนอาจหมองคล้ำลงด้วยการทำลายของแสงแดด แน่นอนว่าเมื่อสีผิวที่แตกต่างกัน ก็ย่อมมีการการดูแลบำรุงผิวที่ต่างกัน เพื่อให้ผิวของคุณนั้นสวยสมบูรณ์แบบ

ผิวขาว


เป็นผิวที่โชคดีโดยกำเนิด เพราะผิวสีขาวนั้นดูอย่างไรก็สวยสะอาด ยิ่งผิวมีความเนียน และยืดหยุ่นก็ยิ่งเพิ่มความน่ามอง ส่วนใหญ่ผู้ที่มีผิวขาวมักเป็นคนแถบยุโรป อเมริกา ซึ่งจะมีความขาวต่างกันออกไป ตั้งแต่ขาวนวล จนถึงขาวซีด ข้อดีของผิวขาวคือมีเมลานินปกป้องน้อยกว่าสีผิวประเภทอื่น เมื่อโดนแสงแดดถึงผิวจะคล้ำลงไม่นานก็กลับมาขาวได้เหมือนเดิม และยังเป็นผิวที่ตอบสนองต่อการบำรุงทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์บำรุง การขัดผิว การยกกระชับผิวหน้า และการผลัดเซลล์ผิวด้วยแต่ก็ไม่ควรชะล่าใจเพราะเป็นผิวที่ไวต่อแสงแดดจึงควรใช้ผลิตภัณฑ์ปกป้องผิว โดยเฉพาะครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านทุกครั้ง เพราะหากผิวโดนแดดเป็นเวลานานๆ ผิวอาจไหม้เกรียม และเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้เช่นกัน

ผิวเหลือง


จัดเป็นผิวที่น่ามองไม่แพ้ผิวขาว เพราะดูไม่คล้ำ และไม่ซีดเกินไป ผิวชนิดนี้จะอยู่ระหว่างสีเบจอ่อนๆ ไปจนถึงสีแทน ส่วนใหญ่เราจะพบสีผิวนี้ในคนเอเชีย เช่นคนไทย คนจีน เป็นผิวที่มีความต้านทานแดดค่อนข้างสูง มักไม่ค่อยปัญหาเรื่องผิวไหม้เกรียมจากแดด มักมีความนุ่มเนียนละเอียด รูขุมขนไม่กว้าง แต่ส่วนใหญ่คนผิวเรื่องมักมีปัญหาเรื่องสีผิวไม่สม่ำเสมอกัน และมักมีผิวแห้ง ทำให้เกิดริ้วรอยได้ง่าย การดูแลผิวจึงต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับผิวแห้ง และดื่มน้ำให้มากๆ เพื่อให้ผิวดูชุ่มชื้น สดใส หากดูแลไม่ถูกวิธีก็จะทำให้ผิวซีด และหมองคล้ำไปได้

ผิวคล้ำ


สีผิวคล้ำแม้จะดูไม่สดใสเท่าที่ควร แต่หากได้รับการดูแลที่ดี ก็ทำให้ผิวดูน่ามองได้เหมือนกัน มักพบสีผิวนี้ในคนเอเชีย เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย และคนไทยในภาคใต้ของเรา ผิวชนิดนี้มีข้อดีคือ ไม่ค่อยมีปัญหาผิวพรรณจากแสงแดด มีความเนียนเรียบ และยืดหยุ่นได้ดี เรียกว่าถึงจะคล้ำแต่ก็เนียนน่าสัมผัส และไม่ค่อยมีปัญหาริ้วรอยก่อนวัยเหมือนคนผิวขาว เพราะผิวคล้ำมีต่อมไขมันอยู่หนาแน่นกว่า
ข้อควรระวังคือ ผิวคล้ำมักทำให้เกิดสิวง่าย การดูแลรักษาความสะอาดของผิวพรรณจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ
สิ่งจำเป็นในการดูแลผิวขั้นพื้นฐานและเฉพาะ

ผิวของคุณมีความต้องการมากกว่า 10 อย่างเพื่อที่จะมีสุขภาพและมีความสวยงามอย่างที่สุด ความต้องการเหล่านี้สามารถแยกออกมาเป็น 2 ส่วน : สิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐานและเฉพาะ สิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐานของผิวคือความต้องการอย่างต่ำที่สุด สิ่งจำเป็นในแต่ละวันหรือขั้นตอนเป็นสิ่งที่ทุกสภาพผิวต้องการ สิ่งจำเป็นเฉพาะคือสิ่งที่ช่วยเฉพาะปัญหาจำเพาะบนผิวของคุณ ซึ่งสามารถที่จะรักษาได้โดยการใช้ขั้นตอนที่เพิ่มขึ้นมาตามที่ต้องการ เริ่มที่อายุ 20 ปลายๆ ความต้องการเฉพาะของเราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และด้วยสิ่งจำเป็นขั้นพื้นฐานและสิ่งจำเป็นเฉพาะทั้งสองอย่างรวมกันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผิว
ถึงแม้ว่าผิวจะต้องการสิ่งจำเป็น 10 อย่างเพื่อจะรักษารูปลักษณ์ที่ดีที่สุดให้ตรงกับความต้องการพื้นฐานในแต่ละวัน ด้วยกฏเกณฎ์ 4 ขั้นตอนที่เป็นพื้นฐานของการดูแลผิวในแต่ละวัน ขั้นตอนพื้นฐานสำคัญ 4 อย่างคือ การทำความสะอาด, การปรับสภาพผิว, การป้องกัน และ การให้ความชุ่มชื้น ความเข้าใจในแต่ละขั้นตอนจะช่วยให้เห็นถึงความชัดเจนของความสำคัญของแต่ละขั้นตอนซึ่งมีความจำเป็นต่อผิว

การทำความสะอาด (Cleanse): ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนจำเป็นสำหรับผิวซึ่งจะช่วยชะล้างน้ำมันส่วนเกิน, ความสกปรกและมลพิษออกจากผิว ถ้าหากสิ่งสกปรกพวกนี้ไม่ถูกขนัดออก ผิวของคุณอาจจะหมองคล้ำหรือซีดเซียว,ทั้งมีรูขุมขนที่อุดตันและอักเสบ ซึ่งสามารถก่อให้เกิดการผิดเพี้ยนของสี และแผลเป็น หรือ สารอนุมูลอิสระที่สามารถทำร้ายเซลล์ผิว รบกวนการสร้างเซลล์ใหม่ ทำให้ระคายเคืองผิวและเป็นต้นกำเนิดของการผิดเพี้ยนของสีผิว เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงผลลัพธ์แย่ๆเหล่านี้ควรทำความสะอาดผิวสองครั้งต่อวัน

การปรับสภาพผิว (Tone): การปรับสภาพผิวเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องทำทุกวันเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับผิวสำหรับรับผลประโยชน์จากผลิตภัณฑ์อื่นๆและควรทำทุกวัน วันละสองครั้ง หลังจากทำความสะอาดผิว การปรับสภาพผิวนั้นมีผลในหลายๆทาง การปรับสภาพผิวทำให้ผิวเย็นลง, นอกจากนี้ยังช่วยลดความชัดเจนของรูปขุมขนและช่วยปรับค่า pH ของผิวให้สมดุลย์

การป้องกัน (Protect): ขั้นตอนการป้องกันผิวนั้นจำเป็นสำหรับผิวนั้นคือการให้ความชุ่มชื้นให้กับผิวยามเช้าด้วยผลิตภัณฑ์ที่ผสม SPF เพื่อป้องกันรังสียูวีที่เป็นอันตรายและสภาพแวดล้อมที่ก่อให้เกิดความเครียด อันตรายจากแสงแดดทำให้ตัวป้องกัรความชุ่มชื้นและโครงสร้างโปรตีนของผิวลดลงรวมไปถึงก่อให้เกิดการผิดเพี้ยนของสี รวมไปถึงสัญญาณแห่งวัยที่เกิดก่อนเวลาอันควร
การให้ความชุ่มชื้น (Hydrate): ขั้นตอนให้ความชุ่มชื้นจะให้สารไขมันที่จำเป็น, เติมความชุ่มชื้นและเป็นตัวซ่อมแซมสำคัญในการฟื้นฟูสภาพผิวอย่างมีประสิทธิภาพที่สุดในยามดึก การให้ความชุ่มชื้นยามดึกควรทำวันละครั้งในตอนกลางคืน

เคล็ดลับง่ายๆ ที่บอกไปเหล่านี้ จำเป็นสำหรับผิวมากๆ ถ้าอยากผิวสวย กระจ่างใส ก็ต้องเคร่งครัดในการดูแลรักษานะจ้ะ




ติดต่อ 085-9083178 วราพร

ดูข้อมูล  http://pannfityoung.blogspot.com/